ศาสตร์พระราชา ตำราแม่ฟ้าหลวง แก้ภูเขาหัวโล้นได้อย่างไร ตอนที่ 1

ถ้าพูดถึงจังหวัดน่าน ภาพจำของผู้คน คือภูเขาหัวโล้นสุดลูกหูลูกตา ถือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าสูงและเร็วที่สุดในประเทศไทย และชาวเขาคือผู้ทำลายป่า

แต่ศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวง กลับมองอีกแบบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมองว่า การที่พวกเขาตัดไม่ทำลายป่า ก็เพราะพวกเขายากจนและขาดโอกาส ต้องช่วยเหลือเขาด้วยความเข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา ขณะที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมองว่า เพราะความเจ็บ ความจน ความไม่รู้ ทำให้พวกเขาอยู่ในวังวันของความยากจน ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี แต่พวกเขาขาดโอกาสในการทำความดีต่างหาก นี่คือจุดเริ่มต้นของการมองที่แตกต่างจากระบบราชการในอดีต

มูลนิธิปิดทองหลังพระ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงร่วมกับจังหวัดน่าน จึงจับมือกัน นำศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวง มาปรับใช้ในโครงการปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง ไม่มีใครคิดว่า มันจะสำเร็จ เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมอาชีพ ปลูกป่า กันมานานนับสิบปี มีหน่วยงานนับร้อยแห่งเข้ามาทำแบบเดียวกัน แต่ทำไมถึงไม่ได้ผล แล้ววิธีนี้จะได้ผลหรือ มันจะเป็นไปได้อย่างไร

660339.jpg

มูลนิธิปิดทองหลังพระ น้อมนำหลักการของศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงมาบูรณาการอย่างครบมิติ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ให้ยืนได้ด้วยขาตนเอง โดยเริ่มจาก ช่วยให้พวกเขาอยู่รอด อยู่อย่างพอเพียง จนสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ก็ได้ผืนป่าเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังยั่งยืนอีกต่างหาก มาดูกันว่า พวกเขาทำงานกันอย่างไร

 

เริ่มต้นในพื้นที่ที่เปราะบางและมีการทำลายในอัตราสูงก่อนเป็นอันดับแรก โครงการปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง บนพื้นที่ต้นน้ำน่าน  การวางแผน ไม่ได้คิดจะทำแค่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง แต่วางแผนทำทั้งลุ่มน้ำ คือบริเวณขุนน้ำน่านทั้งหมด ที่เป็นป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งเอของประเทศ มีเนื้อที่กว่า 170,000 ไร่ ที่มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านแม่น้ำน่านมากถึง 40 เปอร์เซนต์

เริ่มต้นทำทีละหมู่บ้าน ทีละเล็กละน้อย ค่อยๆขยับ เปล่าเลย โครงการไม่ได้บังคับชาวบ้านให้เปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ได้ไล่ออกจากป่า อาชีพก็ไม่ได้เลือกให้ แต่ชาวบ้านเลือกเอง ว่าพวกเขาอยากจะทำอะไร โครงการเพียงแต่เสนอการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนให้พวกเขา นี่เป็นหลักการสำคัญของศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวง ที่เอาความต้องการของชาวบ้านเป็นศูนย์กลาง

660761.jpg

ปัญหาสำคัญของชาวบ้านในพื้นที่ต้นน้ำน่าน ซี่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าลั๊วะ คือขาดโอกาส ขาดความรู้ พวกเขายากจน ทำเกษตรตามความเคยชินและคุ้นเคย ตัดไม้ทำลายป่า เผาเพื่อปลูกพืชเชิงเดียว เป็นหนี้ เมื่อไม่พอใช้หนี้ ก็ตัดไม้ขยายพื้นที่ เพราะคิดว่า พื้นที่มาก จะได้เงินมาก แต่คิดผิด ยิ่งทำมาก ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งทำ ยิ่งไม่พอกิน จนหมดอิสรภาพและตกอยู่ในความทุกข์ระทม ความทุกข์เหล่านี้ คือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า ทอดพระเนตรเห็นมาโดยตลอด และทรงคิดจะช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นวังวนแห่งความทุกข์เหล่านั้น

สิ่งที่โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ่เข้าไปทำเป็นสิ่งแรก ก็คือ ทำอย่างไรให้ชาวบ้านอยู่รอดก่อน ก็พบว่า พื้นที่เกือบทั้งหมด ขาดน้ำในการอุปโภคบริโภค เป็นเพราะขาดระบบชลประทานเหรอ เปล่า บางแห่งก็มีระบบชลประทาน ที่เกิดจากการพัฒนาจากส่วนกลางมาช้านาน แต่จากการสำรวจพื้นที่ของทั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิและชาวบ้านก็พบว่า  ระบบชลประทานที่เรียกว่า เหมืองฝาย กว่าร้อยละ 90 พัง เสียหาย ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ บางแห่งใช้การไม่ได้มานานเกือบ 30 ปี มันเป็นเพราะอะไร

ช่างมัน เริ่มต้นใหม่ ถ้าซ่อมแซมเหมืองฝาย ให้ใช้งานได้ พวกเขาจะได้มีน้ำไว้ใช้ในการเกษตร ดังนั้นก็เริ่มพัฒนาระบบน้ำด้วยบ่อพวง ท่อส่งน้ำ ฝายชะลอน้ำ และถังกักเก็บน้ำ ถามชาวบ้านว่าจะเอาหรือไม่เอา ทั้งหมู่บ้านจะบอกว่าเอา โครงการก็จะบอกต่อว่า แต่พวกคุณต้องออกแรงกันเอง จะไม่มีการจ้าง โครงการจะสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้ จะเอามั้ย (ตรงนี้คือความเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านมักจะคุ้นเคยจากการได้รับเงินในการทำอะไรบางอย่าง แม้กระทั่งเป็นการปรับปรุงหรือซ่อมแซมสิ่งที่พวกเขาได้ประโยชน์ก็ตาม แต่คราวนี้ไม่ใช่)

เพราะการซ่อมแซมเหมืองฝาย ชาวบ้านได้ประโยชน์โดยตรง และทางโครงการยังมีหลักการว่า ถ้าชาวบ้านเอาด้วยน้อยกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนคนทั้งหมู่บ้าน โครงการก็จะไม่ช่วย เพราะเป็นเรื่องชีวิตของพวกเขา ความสามัคคีของพวกเขา คือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านเอาด้วย เกือบทั้งหมู่บ้าน

660762.jpg

จากนั้นโครงการปิดทองหลังพระ ก็จะส่งวัสดุอุปกรณ์การซ่อมแซมฝายมาให้ชาวบ้านลงมือลงแรงทำกันเอง ถ้างานบางส่วนที่ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ โครงการก็จะส่งเครื่องจักรและวิศวกรเข้ามาช่วย

การได้ลงมือทำเอง หาอาหารมากินกันเอง ตั้งแต่เริ่มขนหิน ขนปูน ผูกเหล็ก วันแล้ววันเล่า บางแห่งใช้เวลานานนับเดือน พวกเขาเริ่มรู้สึกเป็นเจ้าของโดยไม่รู้ตัว นี่คือการสร้างการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันให้กับชาวบ้าน เป็นหลักประกันว่า ถ้าในอนาคตเหมืองฝายผุผัง เสื่อมสภาพไปอีก พวกเขาจะร่วมกันซ่อมแซมด้วยตัวพวกเขาเอง ไม่ใช้ปล่อยให้ผุผังไปตามยถากรรมเหมือนที่เป็นมานับสิบๆปี เพราะรู้สึกว่า ไม่ใช่ของพวกเขา แต่เป็นของรัฐ

เมื่อเหมืองฝายเสร็จ ระบบการดูแลฝายเริ่มกลับมา พวกเขาเริ่มมีน้ำ โครงการเริ่มส่งเสริมการทำนาขั้นบันได เพื่อให้ชุมชนมีข้าวกินอย่างเพียงพอ  ตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ กองทุนปศุสัตว์ กองทุนอาชีพ ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ไว้กินในครัวเรือน ไม่ต้องซื้อ เพื่อลดค่าใช้จ่าย จากนั้นก็ส่งเสริมปลูกพืชหลังนา เพื่อเพิ่มให้มีรายได้ทันที จากที่สมัยก่อน หลังฤดูทำนา ชาวบ้านจะว่างงาน หลายคนเข้าไปหางานทำในเมือง

660763.jpg

เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกษตรกรหลายคน สามารถปลูกข้าวโพดได้ในที่ลุ่ม แถมได้ราคาดีกว่าการปลูกตามไหล่เขา จากที่เคยได้ไร่ละ 800 บาท กลายเป็น 1500 บาท เมื่อมีน้ำ พวกเขาเริ่มปลูกข้าวได้จนพอกิน เมื่อมีข้าวพอกิน มีรายได้จากพืชหลังนามากกว่าที่เคยทำ ถามว่าจะมีใครคิดที่จะไปปลูกบนไหล่เขาสูงชันอีกไหม ตอบได้เลยว่า ไม่มี แต่มันต้องค่อยเป็นค่อยไป

นี่คือการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อให้พวกเขาอยู่รอดก่อน เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการใช้พื้นที่ไม่มากนัก หลายคนเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองจะมีที่มากๆไปทำไม ในเมื่อใช้พื้นที่น้อย ก็พอกินแล้ว

เรามาดูกันว่า ศาสตร์พระราชาและตำราสมเด็จย่า ทำให้ได้ผืนป่ากลับคืนมาได้อย่างไรในตอนหน้า

Producer’s Diaries

การเดินทางของ ชนินทร์ ชมะโชติ จากสารคดีชุด The Working Monarch

handbill-a4-workingmo-re-2

Published by