ศาสตร์พระราชา ตำราแม่ฟ้าหลวง แก้ภูเขาหัวโล้นได้อย่างไร ตอนที่ 2

จากที่เคยยากจนข้นแค้นในอดีต ข้าวก็ไม่พอกิน เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว พอเข้าโครงการปลูกป่าสร้างคน บนวิถีพอเพียง ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและจังหวัดน่าน นำศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงมาบูรณาการ ชาวบ้านเริ่มมีรายได้พอใช้หนี้ มีข้าวพอกินทั้งปี ชีวิตเริ่มอยู่รอด โครงการจะค่อยๆแนะนำพวกเขาเข้าสู่ขั้นที่ 2 นั่นคืออยู่อย่างพอเพียง เริ่มส่งเสริมปลูกป่าเศรษฐกิจ และป่าใช้สอย

ตำราสมเด็จย่า ที่ประสบผลสำเร็จจากโครงการพัฒนาดอยตุง หรือที่เรียกว่า ดอยตุงโมเดล ถูกนำมาปรับใช้ในพื้นที่ต้นน้ำน่านอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดอยตุงโมเดลกำหนดว่า ในแต่ละหมู่บ้าน จะต้องเหลือป่าอนุรักษ์เอาไว้อย่างน้อยร้อยละ 60 ของพื้นที่ เป็นป่าเศรษฐกิจร้อยละ 20 เป็นป่าใช้สอย ร้อยละ 8 เป็นที่ทำกินร้อยละ 10 เป็นที่อยู่อาศัยร้อยละ 2 ซึ่งก็เท่ากับมีพื้นที่ป่ารวม ร้อยละ 88 นั่นเอง

660762

พอชาวบ้านเริ่มอยู่รอด โครงการก็จะเริ่มคุยถึงการกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกิน กรรมการหมู่บ้านก็จะเริ่มเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านว่า หมู่บ้านเรา ถ้าจะให้มีป่าอนุรักษ์ร้อยละ 60 ต้องคืนพื้นที่อีกเท่านั้นเท่านี้ไร่นะ เสียสละกันได้มั้ย เพื่อให้เรามีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ซึ่งทั้งหมดจะเห็นด้วยและยอมสละพื้นที่สำหรับปล่อยเป็นป่าอนุรักษ์ เพราะเห็นแล้วว่า มีที่ไม่มากนัก มีรายได้มากกว่าเดิมแล้ว

 

แล้วป่าเศรษฐกิจและป่าใช้สอยล่ะมาจากไหน ไม้ใช้สอยส่วนใหญ่ก็เป็นป่าข้างๆหมู่บ้านที่เข้าใช้สอยกันอยู่แล้ว แต่ก็กันเขตเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ให้ไปรุกรานป่าอนุรักษ์อีก ส่วนป่าเศรษฐกิจ ก็เกิดจากการกันเขตเช่นเดียวกัน พื้นที่ตามไหล่เขา ที่เคยปลูกข้าวโพด ก็สอบถามความสมัครใจชาวบ้านว่า ปลูกไม้ยืนต้น จำพวกมะม่วงหิมพานต์มั้ย ปลูกกล้วยมั้ย ปลูกกาแฟมั้ย ชาวบ้านก็จะเริ่มคิดเอง ปลูกข้าวโพดได้กิโลละ 4 บาท ปลูกมะม่วงหิมพานต์ได้กิโลละ 45 บาท ใครไม่เลือกไม้เศรษฐกิจแทนข้าวโพด ก็อาจจะสติไม่ดีเล็กน้อย แต่แน่นอน ระหว่างที่รอไม้เศรษฐกิจพวกนี้เติบโต ก็ยังปลูกข้าวโพดไปพลางก่อนได้

ทีมสำรวจและกำหนดพิกัดพื้นที่ทำกิน ต้องเดินให้ครบทุกแปลงในหมู่บ้าน

พอตกลงกันได้ทั้งหมู่บ้าน ก็เริ่มเข้าสู่ขบวนการจับพิกัดพื้นที่ทำกิน ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ และป่าใช้สอย ด้วยวิธีเดินเท้าไปตามแปลงของชาวบ้านทุกแปลง ไม่ว่าจะอยู่สูงแค่ไหน ไกลแค่ไหน ขบวนจับพิกัด GPS ก็จะเดินไปจนครบพื้นที่ทั้งหมดของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกี่พันไร่ กี่หมื่นไร่ก็ตาม ไม่มีเล็ดลอด ขบวนจับพิกัด จะประกอบด้วยเจ้าของแปลง ผู้ใหญ่บ้าน(ในฐานะพยาน) แปลงเพื่อนบ้านข้างเคียง (เพื่อป้องกันการล้ำเขต) เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ ทหารในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และมือกด GPS

เจ้าหน้าที่กำลังกดพิกัด GPS
เจ้าหน้าที่กำลังกดพิกัด GPS
ทีมสำรวจพิกัดพื้นที่ กำลังเขียนชื่อเจ้าของแปลง.jpg
ทีมสำรวจพิกัดพื้นที่ กำลังเขียนชื่อเจ้าของแปลง
ทุกคนที่มีส่วนร่วมเซ็นชื่อเป็นพยาน ทั้งชาวบ้าน ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และมูลนิธิปิดทองหลังพระ.jpg
ทุกคนที่มีส่วนร่วมเซ็นชื่อเป็นพยาน ทั้งชาวบ้าน ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และมูลนิธิปิดทองหลังพระ

วิธีเดินเท้าจับพิกัด เจ้าของพื้นที่จะพาเดินไปตามขอบแปลงของตัวเอง เลี้ยวตรงไหนก็กดพิกัดตรงนั้น จะกินพื้นที่เพื่อนบ้านก็ไม่ได้ด้วย เพราะเพื่อนบ้านที่มีเขตติดกันจะคอยเดินตาม เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ล้ำเขตข้า จะล้ำเข้าไปในป่าอนุรักษ์ก็ไม่ได้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็จะไม่ยอม จะกินพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้านก็ไม่ได้อีก เพราะผู้ใหญ่บ้านตามประกบอยู่

สำรวจพิกัดพื้นที่ทำกินเสร็จ ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ทำกินในพื้นที่นั้น.jpg
สำรวจพิกัดพื้นที่ทำกินเสร็จ ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ทำกินในพื้นที่นั้น

เมื่อเดินตามขอบแปลงจนกลับมาชนจุดเริ่มต้นแล้ว ก็จะเขียนลงไปในแผนที่ พร้อมเขียนไวท์บอร์ด ชื่อเจ้าของแปลง เลขที่บัตรประชาชน กำหนดจุดพิกัด แต่ละแปลง แล้วให้เจ้าของที่ถือ ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นคนที่อยู่ในขบวนทั้งหมด เซ็นชื่อรับทราบเป็นหลักฐานและเป็นพยานรู้เห็น วิธีนี้ จะทำให้เจ้าของแปลง ไปรุกล้ำที่ใครหรือพื้นที่ป่าอีกไม่ได้เลย ถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน บางหมู่บ้านออกกฎว่า ถ้าหลังจากจับพิกัดแล้ว พบว่ามีการรุกล้ำเข้าไปในป่าอีก แม้แค่เพียง 1 เมตร จะต้องคืนพื้นที่ให้ป่าอนุรักษ์ถึง 3 ไร่

หลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ทำกิน แต่ห้ามขยายพื้นที่อีก

เมื่อขอบเขตที่ทำกินชัดเจน พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของที่ ไม่ต้องหวาดกลัวว่ารัฐจะยึดพื้นที่คืนอีกต่อไป พวกเขาก็เริ่มรู้สึกหวงแหนป่ามากขึ้น เพราะรู้แล้วว่า มันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขา หลายหมู่บ้าน มีผืนป่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ทำกินแปลงใดที่อยู่บนยอดเขา ชาวบ้านก็เต็มใจคืนโดยไม่ต้องบังคับ ป่าเริ่มฟื้นคืนขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

บ้านน้ำช้าง ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการปิดทองหลังพระ จากการร้องขอของผู้ใหญ่บ้าน นายกานต์ แปงอุต เมื่อปี 2553 จากพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เคยถูกไฟไหม้จากการทำไร่ข้าวโพดทุกปี จนผู้ใหญ่บอกว่า ควันตลบอบอวลทั่วหมู่บ้านทั้งวันทั้งคืน กลางคืนเมื่อมองออกไปก็เหมือนกับมีงานมหรสพ เพราะเต็มไปด้วยไฟป่าเต็มขอบฟ้า หลังชาวบ้านสมัครใจเข้าสู่โครงการปลูกป่าสร้างคน บนวิถีพอเพียง และหลังจากจับพิกัดพื้นที่ทำกิน พวกเขาคืนพื้นที่ ให้เป็นป่าอนุรักษ์มากกว่า 2,500 ไร่ มากกว่าเกณฑ์ที่จะต้องมมีป่าอนุรักษ์ ร้อยละ 60 เสียอีก พวกเขาปรับพื้นที่ที่เคยปลูกข้าวโพด เป็นป่าเศรษฐกิจ ปลูกกล้วย มะม่วงหิมพานต์ หม่อน ลูกเดือย ต๋าว กาแฟ ทำให้มีพื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ในอนาคตป่าเศรษฐกิจเหล่านี้ก็จะกลายเป็นป่าสีเขียว เพิ่มความอุดมสมบูรณ์เข้าไปอีก ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว

ชาวบ้านปลูกต้นไม้คืนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์.jpg
ชาวบ้านปลูกต้นไม้คืนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

พื้นที่ป่าของบ้านน้ำช้าง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น พวกเขาสัมผัสได้ด้วยตนเอง จากพื้นที่แห้งแล้งไม่มีน้ำ ปลูกกล้วย ปลูกมะม่วงหิมพานต์แค่ปีเดียว เริ่มมีน้ำซับกลับมา ยิ่งป่าอุดมสมบูรณ์ ยิ่งมีน้ำ เขาก็ยิ่งหวงแหน พอเข้าหน้าแล้ง ไม่ต้องมีใครบอก ใครเตือน พวกเขาร่วมกันสร้างหอดูไฟป่า จัดทีมลาดตระเวณข้ามพรมแดนกับพี่น้องทางฝั่งลาว เพื่อช่วยกันดูแลป่าต้นน้ำผืนเดียวกัน จากป่าที่เคยมีไฟไหม้ปีละ 3-4 หมื่นไร่ เพียง 2 ปี มีไฟไหม้เหลือไม่ถึง 1,000 ไร่ เริ่มลดน้อยลงจนปี 56-57 เหลือไม่ถึง 100 ไร่ และล่าสุดเมื่อปี 2559 ไม่มีไฟไหม้ป่าอีกเลยแม้แต่ไร่เดียว

นี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของชาวบ้านและป่าต้นน้ำของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นปรัชญาของศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวง กับการพัฒนาที่เอาคนเป็นศูนย์กลาง และคำนึ่งถึงสิ่งที่ชาวบ้านจะได้ เมื่อชาวบ้านได้ ป่าก็ได้ ประเทศก็ได้

อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นเขตป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศมีพื้นที่กว่า 170,000 ไร่ มี 15 หมู่บ้านตั้งอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ มีประชากร เกือบ 1,800 ครัวเรือน กว่า 8,000 คน

วันนี้ มีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการปลูกป่าสร้างคน บนวิถีพอเพียงแล้ว 14 หมู่บ้าน เหลืออีกเพียง 1 หมู่บ้านที่ยังไม่ได้เข้าร่วม เพราะยังกลัวว่า จะถูกรัฐยึดพื้นที่ทำกินต่อไป ก็ต้องใช้เวลาจนกว่าพวกเขาจะเข้าใจ ในระหว่างนี้โครงการปิดทองหลังพระจะไม่ใช้วิธีบังคับ หรือเข้าไปช่วยทันที พวกเขาต้องเรียนรู้จากความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนของหมู่บ้านอื่นๆ ที่เป็นชนเผ่าลั๊วะเหมือนกัน พวกเขาต้องสมัครใจฟื้นฟูชีวิตของพวกเขาเอง

พื้นที่ทำกินที่ใกล้กับยอดเขา ชาวบ้านคืนให้ปล่อยให้เป็นป่าอนุรักษ์.jpg
พื้นที่ทำกินที่ใกล้กับยอดเขา ชาวบ้านคืนให้ปล่อยให้เป็นป่าอนุรักษ์

วันนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่า ผืนป่าต้นน้ำน่าน ที่ใครๆปรามาสว่า ไม่มีทางสร้างป่าให้กลับคืนมาอุดมสมบูรณ์ได้สำเร็จ กลับค่อยๆเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ที่ละนิด ทีละนิด ป่าเศรษฐกิจเริ่มเติบโต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชาวบ้าน ความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น หลายหมู่บ้านเริ่มเข้าสู่โหมดความยั่งยืน เมื่อเริ่มมีกระบวนการแปรรูปผลผลิต เริ่มมีตลาด พวกเขาหลายคนเริ่มเป็นผู้ประกอบการอย่างมีคุณธรรม ไม่เท่านั้นโครงการยังสร้างอาสาสมัครในชุมชนเพื่อพัฒนาหมู่บ้านที่มีความรู้ และเสียสละเพื่อชุมชนของพวกเขาเอง เพื่อให้มั่นใจว่า ศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวง จะอยู่ในจิตใจและการกระทำของพวกเขาตลอดไป

และที่สำคัญ ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงกับตาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงทำให้ป่าฟื้นขึ้นมาได้จริงๆ และมองเห็นอนาคตเลยว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ป่าต้นน้ำน่านบริเวณอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และไม่มีทางที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแน่นอนล้านเปอร์เซนต์ นี่แหละคือความยั่งยืน

Producer’s Diaries

การเดินทางของ ชนินทร์ ชมะโชติ จากสารคดีชุด The Working Monarch

handbill-a4-workingmo-re-2

Published by